3 ตัวแปรสู่การไดร์ฟให้ไกลขึ้น

Golf Digest นิตยสารกอล์ฟชั้นนำของโลก ทำการศึกษากลุ่มตัวอย่างนักกอล์ฟ 150 คนที่มีความเร็วหัวไม้อยู่ระหว่าง 60-130 ไมล์ต่อชั่วโมง แฮนดิแคป 0-36 โดยใช้เครื่องลอชมอร์นิเตอร์ Foresight Sports GC2 ทำการวัดค่าความเร็วลูกกอล์ฟ (Ball Speed), มุมเหิน (Launch Angle), อัตราการสปิน (Spin Rate) และระยะ (Distance) ในการไดร์ฟ

การศึกษาพบว่านักกอล์ฟส่วนใหญ่มีมุมการเหินของลูกต่ำเกินไป, ไดร์ฟแล้วลูกมีแบ็คสปินเยอะเกินไป อีกทั้งยังไม่สามารถอิมแพ็คได้แม่นยำกลางหน้าไม้เท่าที่ควร ทั้งหมดส่งผลให้นักกอล์ฟไม่สามารถไดร์ฟลูกได้ไกลเท่าที่ความเร็วหัวไม้มี

ยกตัวอย่างเช่น นักกอล์ฟที่มีความเร็วหัวไม้ 75 ไมล์ต่อชั่วโมง เขาควรไดร์ฟได้ระยะอย่างต่ำ 185 หลา เช่นเดียวกับนักกอล์ฟที่ทำความเร็วหัวไม้ได้ 100 ไมล์ต่อชั่วโมง ระยะไดร์ฟควรไกลกว่า 270 หลา แต่นักกอล์ฟส่วนใหญ่กลับตีได้สั้นกว่าตัวเลขดังกล่าวถึงประมาณ 15-30 หลาเลยทีเดียว

ต่อไปนี้คือ 3 ปัจจัยหลักในการทำระยะให้ไกลขึ้น เพื่อให้คุณเข้าใจได้ดีเวลาไปคุยกับคลับฟิตเตอร์ที่ปรึกษาโดยวิเคราะห์วงสวิงและบอลไฟล์ทจากเครื่องลอชมอร์นิเตอร์

1. ความเร็วลูก (Ball Speed)
เป็นการวัดความเร็วลูกขณะพุ่งออกจากหน้าไม้ ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากความเร็วหัวไม้ แต่นักกอล์ฟยังสามารถสร้างความเร็วลูกให้สูงขึ้นได้ด้วยการอิมแพ็คโดนกลางหน้าไม้มากขึ้น ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างความเร็วหัวไม้กับความเร็วลูกส่งผลต่อระยะที่ได้จากสิ่งที่เรียกว่า ‘Smash Factor’ (ความแม่นยำในการอิมแพ็คให้โดยกลางหน้าไม้) ค่าสูงสุดอยู่ที่ 1.50 ยิ่งคุณทำค่า Smash Factor ได้ใกล้เคียงกับตัวเลขนี้เท่าไหร่ระยะจะมาเอง

2. มุมเหิน (Launch Angle)
อีกหนึ่งส่วนประกอบที่ทำให้ตีไกลขึ้นคือมุมของลูกที่เหินออกจากหน้าไม้ ซึ่งค่าที่ดีควรอยู่ราวๆ 13 องศาหรือสูงกว่าในการตีไดรเวอร์ หากต่ำกว่านั้นแสดงว่าลูกไม่ได้เดินทางในอากาศนานพอให้ได้ระยะไกลที่สุด

3. อัตราการสปิน (Backspin Rate)
ปัจจัยสุดท้ายคือค่าแบ็คสปินของลูกเมื่อออกจากหน้าไม้ เพื่อให้ได้ระยะสูงสุด คุณต้องสร้างมุมเหินให้สูงแล้วสปินจะต่ำเอง ขณะที่การตีไม่โดนกลางหน้าไม้ทำให้มุมเหินต่ำ ผลคือสปินเยอะ ส่งผลให้ตีสั้น จากการศึกษาพบว่านักกอล์ฟส่วนใหญ่มีอัตราการสปินเวลาตีไดรเวอร์สูงกว่า 3,000 รอบต่อนาที หากทำให้ค่านี้ต่ำกว่า 3,000 ได้ คุณก็เข้าใกล้กับไอเดียของการตีให้ลูกสูงขึ้นและสปินต่ำลงแล้ว